รีเซต

ผลการค้นหา “Theory of Love” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สำรวจใจไขรหัสรัก
ดู

สำรวจใจไขรหัสรัก

Operation Love
ดู

Operation Love

ลิเกหมอลำ
ดู

ลิเกหมอลำ

แอนตี้หัวใจยัยไอดอล
ดู

แอนตี้หัวใจยัยไอดอล

My First Love, Zarari
ดู

My First Love, Zarari

ไม่ใช่แค่ขายหล่อ! Love and Deepspace จากเสียงยี้สู่เกมพันล้าน กับบทพิสูจน์ว่ารักไม่ใช่แค่การถูกปกป้อง
อ่าน

ไม่ใช่แค่ขายหล่อ! Love and Deepspace จากเสียงยี้สู่เกมพันล้าน กับบทพิสูจน์ว่ารักไม่ใช่แค่การถูกปกป้อง

ใครจะไปเชื่อว่าเกมจีบหนุ่ม (Otome Game) จะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ทำรายได้ถล่มทลายขนาดนี้! ล่าสุดในงาน GDC (Game Developers Conference) คุณ Lizi โปรดิวเซอร์ตัวแม่จาก Infold Games ได้ออกมาแชร์เรื่องราวการเดินทางตลอด 6 ปีของ Love and Deepspace ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ถึงขั้นที่ว่าปีก่อนเกมเปิด สตาฟฟ์ทั้งทีมขอพรปีใหม่แค่ว่า "ขอให้ทุกคนยังมีชีวิตรอดก็พอ" อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เกมที่เคยโดนแอนตี้อย่างหนักในช่วงแรก กลายเป็นเกมรักสุดพรีเมียมที่ครองใจสาว ๆ ทั่วโลกได้ขนาดนี้กันนะ?ปัจจุบัน Love and Deepspace เปิดตัวมาได้ 2 ปีแล้ว โดยมีฐานผู้เล่นทั่วโลกกว่า 80 ล้านคน และทำรายได้พุ่งทะยานเข้าใกล้ 1 พันล้านดอลลาร์เข้าไปทุกที! ซึ่งคุณ Lizi เล่าว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทีมงานต้องผ่านช่วงเวลาที่สับสนและโดนปรามาสจากโลกภายนอกมาเยอะมาก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขายังยืนหยัดอยู่ได้คือ "ความรักในเกมแนว Otome" และความเชื่อที่ว่า "ความรัก" ในเกมควรจะสดใหม่และจับต้องได้มากกว่าที่เคยเป็นมาและหนึ่งในสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือระบบการต่อสู้แบบ Real-time ในตอนแรกที่เปิดตัวปี 2020 แฟนเกมจีบหนุ่มส่วนใหญ่ต่อต้านหนักมาก ถึงขั้นตั้งคำถามว่า "นี่เกมรักนะ ทำไมต้องมาสู้กับสัตว์ประหลาดด้วย?" แต่คุณ Lizi เชื่อว่าการได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคนที่รัก คือรูปแบบหนึ่งของความโรแมนติกขั้นสุด เพราะมันทำให้เกิดความเชื่อใจและความผูกพันที่หาไม่ได้จากแค่การนั่งคุยกันเฉย ๆซึ่งการจะทำให้ผู้เล่นยอมรับเรื่องนี้ ทีมงานถึงกับต้องทำการบ้านหนัก ๆ ด้วยการทุ่มทุนสร้างโมเดลตัวละครเพื่อให้หนุ่ม ๆ ดูดีที่สุดบนหน้าจอมือถือ และในด้านความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ผ่านเนื้อเรื่อง จนถึงจุดที่เหมาะสมถึงจะปลดล็อกท่าทางการต่อสู้ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น พร้อมกับการยอมเสี่ยงเปลี่ยนจากโหมดแนวตั้งที่เน้นความใกล้ชิด มาเป็นแนวนอนตอนสู้เพื่อให้บังคับถนัดมือ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้เล่นชื่นชอบและนอกจากเรื่องการต่อสู้แล้ว ทีมงานยังใส่รายละเอียดในชีวิตประจำวันแบบจัดเต็ม ทั้งระบบสมุดบันทึก การเตือนตารางงาน ไปจนถึง "ระบบบันทึกรอบเดือน" เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าหนุ่ม ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตจริง ๆ แม้แต่การไปเดทอย่างการคีบตุ๊กตา ทีมงานยังออกแบบนิสัยตัวละครให้ต่างกันด้วย เช่น Xavier จะเน้นชิลล์ ๆ Zayne จะนิ่งแม่นยำ หรือ Rafayel ที่ชอบเป็นฝ่ายรุกจากเรื่องราวที่ทีมงานเผชิญมานั้น จะเห็นได้เลยว่าความสำเร็จของ Love and Deepspace ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการกล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของเกมแนว Otome ของทีม Infold Games ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความรัก" ไม่จำเป็นต้องเป็นการถูกปกป้องฝ่ายเดียว แต่คือการได้เติบโตและต่อสู้เคียงข้างกันไปในทุก ๆ วัน ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์รักที่มากกว่าแค่ปลายนิ้วสัมผัส และอยากเห็นว่าทำไมเกมนี้ถึงครองใจสาว ๆ จนทำรายได้หลักพันล้าน บอกเลยว่าต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองดูสักครั้งแล้วล่ะ!แปลและเรียบเรียงจาก : automaton-media.com

รักพลั้งพลาด
ดู

รักพลั้งพลาด

"เจมส์ เรืองศักดิ์" เผยบทเรียนการเป็นภาวะมีบุตรยาก เล่าวันที่ชีวิตคู่เคยถึงจุดดิ่งสุด!
อ่าน

"เจมส์ เรืองศักดิ์" เผยบทเรียนการเป็นภาวะมีบุตรยาก เล่าวันที่ชีวิตคู่เคยถึงจุดดิ่งสุด!

ใครจะคิดว่า เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ วางแผนชีวิตครอบครัวละเอียดถึงขั้นลิสต์ทุกอย่างก่อนแต่งงาน เผยเบื้องลึกในรายการ MY DADDY James เล่าภาวะมีบุตรยากนานกว่า 1 ปีไม่สำเร็จ จุดที่หนักสุดคือวันที่ภรรยาแท้งครั้งแรก! เตือนผู้ชายกล้ามโตไม่ได้แปลว่ามีลูกง่าย รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม! และแนวคิดสำคัญคือการเป็น พ่อที่มีอยู่จริง เวลาของลูกแพงกว่าเวลาในชีวิต แนวคิดนี้จึงกลายเป็นสูตรความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง "เจมส์ เรืองศักดิ์" เผยบทเรียนการเป็นภาวะมีบุตรยาก เล่าวันที่ชีวิตคู่เคยถึงจุดดิ่งสุด! ย้อนกลับไปในวันที่ครอบครัวเจอภาวะการมีบุตรยาก ตอนนั้นยากง่ายแค่ไหน แล้วก็จัดการกับปัญหานี้ยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเราก็เป็นคู่แต่งงาน เหมือนคู่ทั่วไปที่แบบคิดว่า พี่เจมส์ก็เป็นนักกีฬา เล่นกีฬา ตอนนั้นเล่นไตรกีฬา แข็งแรง ครูก้อยอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เลย แล้วก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือว่าหน้าตาดีสวย ความเข้าใจของเราก็คือว่าผู้ชายก็แข็งแรง ผู้หญิงก็ดูดี ก็แต่งงานก็ต้องมีลูกเลยสิ แต่ตอนนั้นเราพยายามทำตามธรรมชาติ 6 เดือนก็ไม่ได้ 1 ปีก็ไม่ได้ พอได้ก็ไม่ติด ตอนนั้นพี่แต่งงานตอนอายุประมาณ 39 ครูก้อยตอนนั้นน่าจะ 30 กว่า ๆ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เลยก็ได้แต่ไม่ไปต่อ มันก็เกิดภาวะความรู้สึก ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าเรา เขาจะรู้สึกดราม่า รู้สึกว่าฉันไม่มีคุณค่า ฉันไม่สามารถเป็นแม่ได้ ในขณะที่เขามองเห็นผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน หรือว่าเขามองดูคนอื่นๆ แล้วทำไมเขาถึงได้ มีชีวิตปกติได้ ทำไมเราถึงไม่ได้ ด้วยความที่แบบว่า ตอนนั้นยังไม่ใช่ "ครูก้อย Baby and Mom" คือไม่ใช่ครูก้อยที่มีความรู้เรื่องมีบุตรยาก ก็จะโทษตัวเอง หดหู่ ดำดิ่ง แล้วก็ถึงขนาดแบบว่าบางคืน วันที่จำได้เลย วันที่เขาไม่ได้ลูก แล้วก็มีลูกไม่ไปต่อ บางทีก็มีการเพ้อเลย แบบทำไมก้อยถึงเป็นอย่างงี้ ๆ ตอนนั้นคือลองทำธรรมชาติ และลองทำแบบวิทยาศาสตร์แล้วด้วย ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ตอนนั้นก็เบสิก ๆ ก่อน คือกระบวนการวิทยาศาสตร์มันจะเริ่มไล่จากกระบวนการที่เรียกว่า เป็นกระบวนการง่าย ๆ ก่อน อย่างขั้นตอนแรก ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์แนะนำให้ไปนับวันก่อน ง่าย ๆ ที่สุดก่อน แล้วทำกันเองตามธรรมชาติ กับขั้นตอนที่ 2 เขาเรียก IUI ก็คือแค่การที่หมอนำอสุจิ แล้วก็นำไข่ของฝ่ายหญิง แล้วก็ผ่านหลอดทดลอง แล้วคุณหมอก็ผสมเข้าไปในระบบภายในของเพศหญิง เราก็ลองทำด้วยวิธีนี้แล้วก็ไม่ไปต่อ จนรู้สึกว่าบรรยากาศในชีวิตคู่ตอนนั้น มันกลายเป็นแบบมันดิ่ง แล้ววันที่แบบแย่ที่สุด ดิ่งที่สุด คือวันที่ครูก้อยแท้งครั้งแรก จำได้เลยว่าโทรมารับสายโทรศัพท์ แล้วเขาก็ร้องไห้แบบคนเหมือนคนประคองสติไม่อยู่ ถ้าอธิบายทางวิทยาศาสตร์ตอนนั้นก็คือ มันเป็น Natural Selection ก็คือธรรมชาติคัดสรรตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ออก ก็เป็นเรื่องปกติมาก ๆ แต่ความที่ไม่มีความรู้ตอนนั้น ก็คือก็เข้าใจว่าเป็นเพราะตัวเขา พอครูก้อยเป็นอย่างนั้น เราก็ลึก ๆ นะ ส่วนตัวก็คิดว่า หรือว่าจริง ๆ เขาดีอยู่แล้ว แล้วจริง ๆ เป็นที่เรา บรรยากาศมันเป็นอย่างงี้ มันเลยทำให้บรรยากาศของชีวิตคู่ตอนนั้น มันมีแต่ความรู้สึกมาคุ แต่เราด้วยความมันเป็นผู้ชาย เราก็ต้องพยายามประคับประคอง ไม่เป็นไร อยู่ 2 คนก็ได้ อะไรประมาณนี้ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ในการที่ครูก้อยลุกขึ้นมาเรียนรู้ หาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับการมีบุตร รวมไปถึงการมีบุตรยาก ก้อยก็เริ่มอ่านวิจัย ปรึกษากับคุณหมอ แล้วก็เริ่มไปเข้าอบรมสัมมนา เรื่องราวที่เกี่ยวกับ Fertility หรือเกี่ยวกับเรื่องของระบบการเจริญพันธุ์ต่าง ๆ เขาไปถึงขั้นนั้นเลยสุดทาง เพื่อจะให้รู้จริงกับเรื่องนี้ แล้วพอทำไปก็เริ่มรู้สึกว่า เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขามันคืออะไร ทำไมเขาถึงมีบุตรยาก แล้วเหตุการณ์ที่มีก้อนเนื้อก้อนเลือดไหลออกมามันคืออะไร พอเข้าใจตรงนั้นกลายเป็นครูก้อยอีกคนหนึ่งเลย แล้วเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตหรือว่าเปลี่ยนอะไรไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เปลี่ยนเยอะมาก พอเริ่มมีความเข้าใจจึงค้นพบว่า แท้จริงแล้วมันเกิดจากตัวเรา สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลย มันต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร เกิดจากอะไร ปัญหาของฝ่ายหญิงหรือเปล่า หรือเป็นปัญหาของฝ่ายชายหรือเปล่า สิ่งที่ครูก้อยได้เจอในตอนนั้นก็คือคนมีความเข้าใจว่า มีเงินจ่าย ครบ จบแน่ สมมุติว่าเรามีปัญหาแล้วเราก็เดินเข้าไปหา อาจจะโรงพยาบาล หรือคลินิกมีบุตรยาก ฉันมีเงินนะ จ่ายปึ๊บ จะได้ลูกหรือเปล่า ไม่ใช่ ไม่มีโรงพยาบาลไหน หรือคลินิกอย่างไหน การันตี 100% ว่าการทำครั้งนั้น คุณจะได้ลูก 100% เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการทางการแพทย์ คือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์นี่คือเป็นที่มาของคำว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ตอนนั้น พอรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ผู้ชายอย่างเราจะรู้สึกอายถ้าเกิดว่ามีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก ควรจะเปิดใจยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : จริง ๆ ทั้งชายทั้งหญิงที่มีความรู้สึกอย่างนั้น คนความเชื่อไทยเดิม ๆ บอกว่า เป็นสะใภ้ที่ไม่สมบูรณ์นะ หรือผู้ชายมันจะมีความเชื่ออันหนึ่งคำว่าไม่มีน้ำยา ความเชื่อนั้นในความรู้สึกผู้ชายเป็นความรู้สึกของความแบบต้อยต่ำ เราก็แข็งแรงทุกอย่างแต่ไม่มีน้ำยา ความรู้สึก 2 อย่างนี้ มันเลยทำให้หลาย ๆ คู่ที่มีบุตรยาก ไม่ค่อยอยากที่จะเปิดเผยเรื่องนี้สู่ครอบครัว เช่น การไม่เปิดเผยคือการไม่ไปตรวจนั่นเอง ฉันไม่ได้เป็นอย่างงั้นหรอกก็แข็งแรงดีทุกอย่าง ตรวจสุขภาพทุกครั้งก็แข็งแรงดีทุกอย่าง แท้จริงแล้วตรวจสุขภาพทุกครั้งไม่ได้ตรวจเรื่องนี้เลย มันก็เลยทำให้ปัญหาก็ยังไม่ถูกแก้ ยังไม่ถูกค้นพบ ยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นปัญหา อันนี้คือความเชื่อผิด ๆ ของผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายถ้าสมมุติว่า เกณฑ์ของการมีบุตรยากคืออะไร คือถ้าอยู่ด้วยกันอย่างธรรมชาติแล้ว 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ปฏิบัติกิจอย่างสม่ำเสมอเพียงพอแล้วไม่มีลูก แสดงว่าคุณเข้าข่าย สิ่งหนึ่งก็คือต้องยอมรับก่อนว่าคุณคือผู้มีโอกาสมีบุตรยาก เดินเข้าไปที่โรงพยาบาลตรวจเช็คสุขภาพเลย สุขภาพฝ่ายชาย สุขภาพฝ่ายหญิง จะเจอว่าปัญหาคืออะไรต้องยอมรับ เรียกว่าในยุคผมเขาจะบอกว่าอายุ 35-40 แก่ไปแล้วไม่มีลูกแล้ว มีมุมมองยังไงที่จะมาบอกเด็ก ๆ ว่ามันยังไม่ได้สายขนาดนั้น ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า โลกปัจจุบันมันไม่เหมือนโลกสมัยก่อน เอาโลกยุค 90 ก็พอ ความยากของการสร้างครอบครัวสักครอบครัวหนึ่งในยุค 90 ก็ไม่ง่ายแล้วนะ มาถึงยุคนี้ ก็ยิ่งยากกว่าอีก สมมุติว่าคู่หนึ่งคิดจะแต่งงาน การตั้งตัวถึงขนาดเรียกได้ว่าสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ก็เป็นความคิดที่ยากที่เขาที่คิดว่าเขาจะมีลูกสักคน มันเลยทำให้เป็นความคิดที่รู้สึกกลัว กลัวว่าลูกออกมาแล้วจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ ตามที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา หรือกลัวสภาวะที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมปัจจุบันว่าน่ากลัวเหลือเกิน ซึ่งความกลัวเหล่านี้มันก็เลยทำให้คนหลีกเลี่ยงการจะมีลูก ก็อาจจะหาเหตุผลว่าโลกยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้หรืออะไรก็แล้วแต่ ด้วยความคาดหวัง ด้วยเศรษฐกิจด้วย จนพอตัวเองพร้อมจริง ๆ อายุมันก็ล่วงเลยไปแล้ว ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ๆ แต่เจมส์เชื่อไหม ว่าสิ่งหนึ่งที่มันฝืนไม่ได้คือ พี่เรียกว่าเป็น A call of nature แล้วกัน มันเป็นเสียงเรียกจากธรรมชาติ คือ ธรรมชาติฉลาดมาก ฝังยีนนี้ให้กับมนุษย์ทุกคน ให้มนุษย์มีความรัก ให้มนุษย์มีความรู้สึกว่าฉันอยากมีทายาทเพื่ออะไร เพื่อให้มนุษย์โลกได้สืบพันธุ์ต่อ ๆ กันไป ไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันอาจจะถูกปกคลุมโดยความคิด โดยแบบค่านิยมในยุคนั้น แต่สุดท้ายเวลาเราแก่ตัวขึ้นไป ค่านิยมมันจะค่อย ๆ หลุดออกไป แล้วความคิดจากธรรมชาติมันจะเรียกกลับมาอีก ยังไงสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่ามันจะยากลำบากเพียงใด สุดท้ายมนุษย์จะไขว่คว้าที่จะมีลูกให้ได้พี่เชื่ออย่างนั้น คงไม่ไปบอกให้ทุกคนมีลูก แล้วมันคงไม่ใช่ คงไม่ขนาดนั้น แต่คงบอกว่าเปลี่ยนความคิดซะใหม่ดีกว่าว่าทำยังไงให้มันพร้อมดีกว่า ทำยังไงให้มันไปได้กับความโลกใบนี้ที่มันเปลี่ยนแปลง มีความน่ากลัว มันมีวิธี สำหรับ น้องเมดา วางแผนไหมว่าต้องห่างกันขนาดนี้ไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : วางแผน คือเน้นคุณภาพในการมีมากกว่าจำนวน แล้วก็ความเร็ว เราอยากจะให้เด็กคนหนึ่งเกิดออกมาแล้ว เขาได้รับเวลา ได้รับความรัก อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ คือนิสัยส่วนตัวของพี่อย่างหนึ่ง พี่เป็นคนที่แบบรักความยั่งยืน เป็นคนที่แบบว่าทำอะไรแล้วชอบวางแผน ไม่ชอบอะไรที่ฉาบฉวย ก็เลยมีความคิดว่า ช่วงเวลา 6 ปี ของการห่างกันของเด็กคนหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพี่ กับการที่แบบเลี้ยงเขาแล้วให้เวลาคุณภาพกับเขาจริง ๆ แล้วคนที่ 2 ก็ค่อยมา วางแผนยังไงกับทั้งตัวเอง ครอบครัว สำหรับลูกที่กำลังจะเกิดมา และลูกที่เกิดมาแล้วตอนนั้นคิดเยอะไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : พี่เป็นคนที่ไม่เคยคิดอยากจะมีครอบครัวเลย จริง ๆ คือพี่เป็นคนที่แบบว่ารักความสุขในชีวิต รักอิสระมาก ๆ แล้วช่วงชีวิตของการได้เป็นศิลปินในยุค 90 มันมีความสุขมาก มันมีอิสระในชีวิต มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเยอะ มีความสุขมาก สำราญมาก ก็เลยมีความคิดว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีครอบครัวเลยอยู่ไปแบบนี้ พี่ถึงแต่งงานอายุ 39 แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง อย่างที่บอกว่า A call of nature มันก็ดังขึ้นในใจว่าถึงวันแล้วที่ว่าเราจะต้องมีครอบครัว จะต้องมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต ก็เป็นจังหวะพอดีที่เจอภรรยาด้วย เป็นจังหวะที่ดาว 7 ดวง มันโคจรมาพบกัน วันนั้นพี่ตัดสินใจเลยว่าถ้าพี่จะเลือกทางสำราญก็จงให้ไปให้สุดเลย แต่ถ้าพี่จะเลือกทางที่สร้างครอบครัวต้องไปให้สุดเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็มีความรู้สึกว่าฉันจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข พอได้โจทย์แบบนั้นมีภาพในหัวเลยว่า ภาพครอบครัวที่มีความสุขเป็นยังไง คือมันเหมือนวางแผนธุรกิจเหมือนกันนะ วางแผนลูกยังไง แล้วเป็นตามนั้นไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เรื่องของลูก ถ้าแต่งงานแล้วอยากมีลูก คุณจะต้องเป็น "พ่อที่มีอยู่จริง" คือต้องบอกอย่างงี้ว่า พ่อทุกคนรักลูกหมด พ่อที่ต้องออกไปตรากตรำทำงาน ไม่มีเวลาให้ลูกเลย เขาก็รักลูกนะ ไม่ใช่ไม่รัก แต่ด้วยความจำเป็น โน่นนี่ ๆ แต่ก็จะมีพ่ออีกแบบหนึ่งที่เขามีเวลาให้ ลูกลืมตามาก็เห็นพ่อ แล้วก็ให้เวลากับลูก อันนั้นคือสิ่งที่เด็กรับรู้ได้ คือให้เงินลูก มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ว่าลูกรับรู้ไม่ได้นะเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรกเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดเขาจะรับรู้ได้ว่า เวลาเท่ากับรัก เพราะฉะนั้นพี่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ก็กลับไปสะท้อนแผนเรื่องของการแบบว่า ก่อนแต่งงาน ว่าพี่วางแผนชีวิตในเรื่องของการเงิน เพื่อที่จะมีเวลาให้กับลูก พอเรามีลูกแล้ว พี่เรียกว่าเป็นพ่อที่มีเวลาให้กับลูก เป็นพ่อที่มีอยู่จริง และก็อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกคืน ไปรับไปส่งเขาได้ทุกวัน เราสร้างพ่อที่มีอยู่จริงนั่นหมายความว่า ลูกในอนาคตเราจะเป็นลักษณะไหน ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เขาบอกว่าถ้าเมื่อไหร่พ่อมีอยู่จริง เสียงเล็ก ๆ ในหัวของลูก ก็จะได้ยินเสียงพ่อเวลาที่เขาจะไปทำสิ่งที่ไม่ดี เขาจะรู้สึกด้วยว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ กับลูกที่ไม่มีพ่อแม่ที่มีอยู่จริง เขาก็รู้สึกว่าชีวิตเขาก็จะโหวงเหวง ๆ เวลาทำอะไร มันเหมือนมันไม่มีสายใยเล็ก ๆ ที่มันแบบ สายใยที่มองไม่เห็นที่ยึดเขาไว้ เวลาที่เขาทำอะไรอาจจะขาดการยับยั้งชั่งใจ เพราะฉะนั้นพี่คิดว่า เวลาของพ่อแม่ที่ให้กับลูก ณ วันที่เป็นเด็ก มันจะเป็น Little Voice มันจะเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกมีความยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะไปเดินก้าวในสิ่งที่ไม่ถูกต้องในอนาคตได้ สิ่งที่แพงที่สุดในโลกคือเวลาใช่ไหม เพราะมันซื้อกลับคืนไม่ได้ แต่สำหรับพี่สิ่งที่แพงกว่าเวลา คือ เวลาของลูกเพราะว่ามันย้อนไม่ได้ แล้วพอเราทำสิ่งนี้ได้เห็นผลหรือยัง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เห็นชัดเลย เมดาเป็นเด็กที่เขาเรียกว่าอะไร อยู่ในโหมดแบบว่า ความรักเหลือเฟือ พอความรักเหลือเฟือเขาไม่ต้องวิ่งไปมองหาความรักจากแบบอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเดินไปสังคมไหน จุดไหน ที่เขาบังคับให้ลูกทำไม่ดี หรือมีแนวโน้มว่าลูกจะต้องทำไม่ดีตาม เขาเดินหันหลังออกมาเลย เวลาเรามีลูกบางบ้านอาจจะมีปัญหา เพราะว่าภรรยาก็จะดูลูก สามีก็จะดูลูก แล้วภรรยากับสามีก็จะห่าง ๆ กัน ตอนนั้นเคยคิดวางแผนหรือว่าทำยังไงไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เชื่อไหมว่านี่คือหนึ่งในแผนเลยนะ 1 ในแผน ก่อนที่จะแต่งงาน คือ พี่กับภรรยานี่อาจจะบอกเว่อร์ก็เว่อร์นะ จังหวะก่อนที่จะจดทะเบียน มีการมานั่งเขียนกันเลย ลิสต์เป็นข้อ ๆ เลย ลิสต์ในเรื่องของการเงิน ลิสต์ในเรื่องของความสัมพันธ์ ลิสต์ในเรื่องของ บ้านฉันบ้านเธอ เพื่อนฉันเพื่อนเธอ พ่อแม่ฉันพ่อแม่เธอ และก็ลิสต์ในเรื่องของการมีลูกว่า เมื่อไหร่มีลูก ต้องอย่าทิ้งวัฒนธรรมของความเป็นแฟนกัน คือไม่ใช่แบบว่าเวลาฉันให้กับลูกหมด 100% ไม่ได้นะ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เราเป็นผู้เลี้ยงดูลูกใช่ไหม ถ้าพ่อแม่ไม่มีความสุข ลูกจะเอาความสุขที่ไหน เพราะฉะนั้น เราต้องอย่าลืมว่าความสัมพันธ์ตรงนั้น อันนี้พูดแบบไม่เขินเลยนะ ธรรมชาติมันสร้างเรื่องนี้ให้ เพื่อให้มนุษย์คู่รัก แสดงความรักกัน การได้สัมผัสกายซึ่งกันและกัน ได้ถ่ายทอดเรื่องนี้ซึ่งกันและกัน มันเป็นการแสดงว่า ฉัน เธอยังเป็นที่หนึ่งของฉันอยู่ มีคำแนะนำไหมเผื่อบ้านไหนกำลังมีปัญหากัน เพราะว่าภรรยามัวแต่ดูลูก แล้วสามีไม่เข้าใจ ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : กลับไปย้อนไปตอนวันก่อนแต่งงาน คือกลับไปที่เรื่องแผน ภาพเดียวกันหรือเปล่า ภาพปลายทางเดียวกันหรือเปล่า ปลายทางของพี่กับภรรยาคือปลายทางเดียวกัน คือ เห็นภาพลูกมีความสุข แล้วก็เห็นเรา 2 คนมีความสุข ในวัยแบบว่าที่เราแก่ชราแล้ว ถ้าภาพเดียวกันก็กลับมาดูว่านี่มันคือส่วนหนึ่งของ Action Plan ก็คือการที่เรายังต้องประคองความรักกันอยู่เหมือนเดิม แล้วพอเราถอยกลับมาเราก็จะเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นพอเข้าใจก็จะไม่หงุดหงิดกัน น้องเมตตา กำลังจะคลอดแล้ว พี่เจมส์ได้บอก น้องเมดา ยังไงไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเขาอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแม่บำรุง ครูก้อยจะบำรุงตัวเอง เขาจะเป็นคนแบบว่า สมมุติว่าคุณแม่จะบำรุงโปรตีนเขาจะเป็นคนเชคโปรตีนให้คุณแม่ แล้วก็ถามว่าทำไม หนูอยากให้น้องแข็งแรง ตั้งแต่ขั้นตอนการบำรุง ขั้นตอนการไปหาหมอ ก็พาเข้าไปด้วย ขั้นตอนการไปอัลตราซาวด์ ขั้นตอนการไปตอนเอาตัวอ่อนมาใส่ อยู่ทุกขั้นตอนเลยนะ และก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไร น้องกำลังจะมาแล้ว เมื่อเขาอยู่ในทุกขั้นตอน เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญที่สุดเลยต้องอย่าทำให้คนโตรู้สึกว่า น้องออกมาแล้วเขาถูกแชร์ความรักไปลดความสำคัญไป เพราะฉะนั้นตอนนี้พี่จะเต็มที่กับเมดา ๆ แล้วก็ให้เขาอยู่ในขั้นตอน ทุกอย่างมันกลืน ๆ ไป ลูกที่เกิดจากกระบวนการวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติ แตกต่างกันไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เผลอ ๆ จะดีกว่า จริง ๆ แล้วความเชื่อของคนโบราณ เด็กหลอดแก้ว เหมือนเป็นคนไม่ใช่ปกติ จริง ๆ ไม่เลยนะครับ เด็กหลอดแก้วก็เป็นไข่เป็นอสุจิแล้วผสมกันเหมือนกัน ปฏิสนธิเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคุณหมอช่วยให้กระบวนการนั้นมันชัวร์มากยิ่งขึ้น แล้วก็คัดเลือกเอาตัวที่ดีที่สุด ไข่ใบที่ดีที่สุด มาเจอกัน แล้วก็ให้อยู่ในสภาวะควบคุม จนถึงขั้นตัวอ่อน ตัวอ่อนเติบโตมาจนเป็น Blastocyst Day 5 แล้วถึงเอาเข้าไปฝัง และก็ไปตรวจโครโมโซม เพราะฉะนั้นกระบวนการมันก็คือเหมือนธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเด็กคนนั้นก็คือเด็กทั่วไป เลี้ยงได้ทั่วไป อยากให้ช่วยเล่าแรงบันดาลใจในการทำเพจ BabyandMom.co.th ที่ร่วมกับครูก้อย ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : แรงบันดาลใจของ BabyandMom ต้องเล่าอย่างงี้ว่า ปัจจุบัน BabyandMom มีผู้ติดตามประมาณสัก รวมทุกช่องทางน่าจะ 700,000 คน ได้ คือเป็นรวมเอาผู้ที่อยากมีลูก แล้วรวมถึงผู้มีบุตรยาก ที่อยากได้ความรู้ ข้อมูล จะในเรื่องของภาวะเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ก็จะมารวมตัวกันที่นี่ และก็เริ่มมาจากหัวใจของการเป็นแม่ผู้มีบุตรยากของครูก้อย อย่างที่เล่าว่า ครูก้อยคือแม่ผู้มีบุตรยาก จนเข้าไปเจอปัญหานี้ด้วยตัวเอง เข้าใจความรู้สึก ความทุกข์ เข้าใจถึงรอยบาดแผลที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่ไม่มีลูกนะ แต่มันเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันเกิดจากความแค่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะจากไม่รู้เป็นรู้ คือการต้องเรียนรู้ BabyandMom เลยเติบโตจากการที่เราเรียนรู้ แล้วก็ส่งต่อความรู้นี้ไปให้แม่ ๆ ที่ติดตามเพจเรา พอเราเริ่มเกิดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ขึ้นมา ซึ่งเดี๋ยวครูก้อยกำลังจะเขียนหนังสือขึ้นมา สำหรับผู้ชายบางคนดูแลตัวเองดีมาก แต่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวนั้นก็ได้ ผู้ชายอย่างเราควรดูแลตัวเองยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : จำคำพี่ไว้อย่างนะ "รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม" นี้เรื่องจริงเลย แข็งแรงกล้ามโต แต่ว่าสเปิร์มอ่อนแอเยอะ ต้องบอกอย่างงี้ว่าอันดับแรกก่อน ต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของผู้ชาย สเปิร์มต้องดูผ่านทางกระบวนการทางการแพทย์ก่อน 3 เรื่องที่เราต้องดูนะครับ 1 จำนวน 2 การวิ่งว่าย 3 ก็คือคุณภาพ คือเราจะต้องมีการไปพบแพทย์เพื่อตรวจก่อน ตรวจก่อนว่าเรามีความผิดปกติทางด้านไหน คาดหวังอนาคตลูกเป็นยังไงบ้างหรือว่าอยากให้ลูกมีชีวิตในทิศทางไหน ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คาดหวังสักแค่ 2 อย่าง ให้เขาปลอดภัย และมีความสุข พ่อแม่ก็เหมือนคนปลูกต้นไม้ ตั้งใจรดน้ำพรวนดิน ให้ต้นไม้มันโตแค่นั้นเอง ส่วนต้นไม้จะโตแตกไปทางไหน นี่เป็นเรื่องของต้นไม้ จงอย่าไปตอนบอนไซซะจนต้นไม้ไม่สามารถจะเติบโตไปในทางที่ต้นไม้ควรจะเป็นได้ เพราะฉะนั้นพี่เป็นคนที่เรามีความโชคดี เมดามีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ตรงจุดที่ว่าเขามีโอกาสที่จะได้ลองทำในสิ่งที่เขาอยากทำทุกอย่าง พ่อแม่ทำเต็มที่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกลูกเสมอว่า จงใช้ข้อดีให้เป็นข้อดี ก็คือมีโอกาสเลือก ให้ทำก็ทำไป เพราะฉะนั้นพี่ก็จะไม่ได้ให้ลูกต้องเครียด เราจะสนับสนุนให้เขาเขียนให้ได้ อ่านให้ออก แล้วก็ยกมือตอบคำถามครู และก็มีความสุขกับการเรียน ไปเล่นทุกวัน เพราะฉะนั้นพี่ไม่คาดหวังเลย พี่ก็ให้โอกาสเขาเลือก สุดท้ายเขาจะไปทางไหน ชีวิตเขาเลย พี่เจมส์แชร์ประสบการณ์ความประทับใจในการเป็นคุณพ่อ ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เพื่อนพี่หลายคน เขาจะกำลังคิดว่า เขาอยากมีลูกไหม เขาจะถามพี่นะ มีลูกดีไหม พี่ก็พยายามหาคำตอบดี ๆ มาตอบไว้ว่ามีลูกดี ไม่มีลูกดี จนวันหนึ่ง พี่รู้สึกคิดได้ด้วยตัวเอง ว่า พอเรามีลูก เราค้นพบคำหนึ่ง คำว่า "รักแท้" คืออะไร รักแท้ ๆ เลยนะ ไม่นับเรากับแม่ พี่ว่าลูกกับเรา คือ "รักแท้" บางทีความรักระหว่างชายหญิง มันอาจจะเป็นรักของการปรุงแต่งก็ได้ แต่ความรักระหว่างสายเลือดของพ่อกับลูก หรือแม่กับลูก มันเป็นรักแท้อย่างไร้เงื่อนไขจริง ๆ ซึ่งคนไม่มีลูกไม่เข้าใจ มันเป็นความรู้สึกที่แบบว่า ไม่ว่าจะไปเจอประสบการณ์แบบไหน ก็ไม่เหมือนกับมีลูกของตัวเอง เลี้ยงหลานก็ไม่ใช่ เลี้ยงบุตรบุญธรรมก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกเพื่อนว่า ไม่รู้ว่ามีลูกดียังไง แต่ว่าความประทับใจที่สุดของการมีลูก คือพี่เจอรักแท้ สามารถติดตาม "My Daddy James" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=1lWOnYKoP74 สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสารได้ที่ช่องทางPodcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot , IG : lifedot.official ,TikTok : lifedot_official , Spotify : Lifedot_official

A Warmed Up Love
ดู

A Warmed Up Love

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้
อ่าน

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้

Prime Videoเผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการและภาพชุดใหม่ของYour Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย จากการดัดแปลงนิยายไตรภาคCulpable(ผลงานเบสต์เซลเลอร์ระดับนานาชาติของMercedes Ron) ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์นำแสดงโดยMatthew Broome (The Buccaneers)และAsha Banks (A Good Girls Guide to Murder)ในบทNickและNoahคู่รักขวัญใจแฟนๆ โดยมีกำหนดสตรีมแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนPrime Videoในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ในมากกว่า 240 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก หลังเหตุการณ์สุดเข้มข้นในMy Fault: Londonทั้งNickและNoahกลับมาอีกครั้ง พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น และรักกันยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อชีวิตเริ่มพาทั้งคู่ไปคนละเส้นทาง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อNoahเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่Nickต้องทุ่มเทให้กับภาระการงานที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้คนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต พร้อมปลุกเร้าอารมณ์ที่ไม่คาดคิดและความหึงหวงที่ยังคงคุกรุ่น รอยร้าวจึงเริ่มก่อตัว ความเชื่อใจถูกทดสอบ ความปรารถนาปะทุขึ้น และสายสัมพันธ์ที่ทั้งคู่เคยเชื่อว่าไม่มีวันแตกสลายก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อมาถึงทางแยกสำคัญNoahและNickจึงต้องตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อความรักที่พาพวกเขามาพบกัน หรือเสี่ยงสูญเสียมันไปตลอดกาล นักแสดงที่จะมาร่วมสร้างสีสันในภาคล่าสุดนี้ประกอบด้วยLouisa BinderในบทSophiaหญิงสาวสวยและทะเยอทะยานที่เริ่มสนใจNickหลังเข้าทำงานที่Leister Enterprises, Joel NankervisในบทMichaelนักศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดผู้มั่นใจและใจเย็น ที่สร้างมิตรภาพกับNoahได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แอบต้องการความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น, Scarlett RaynerในบทBriarนักวางกลยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญในการชักใย ที่ภายนอกดูเป็นคนใจดี แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเข้ามาตีสนิทกับNoahที่ออกซ์ฟอร์ดด้วยจุดประสงค์แอบแฝง รวมถึงOrlando NormanในบทCruzมือขวาของRonnieในโลกการแข่งขันรถใต้ดิน Your Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ยังถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างPrime VideoและMercedes Ronซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อThe House of Ronหลังความสำเร็จของนิยายไตรภาคCulpable ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Is Love Sustainable?
ดู

Is Love Sustainable?

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป
อ่าน

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป

จากคนที่เคยผ่านแผลใจในความรัก วันนี้ โอบ โอบนิธิ - ปราง กัญญ์ณรัณ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ทำให้หลายคนกลับมาเชื่อว่ารักดี ๆ ยังมีอยู่จริง ทั้งคู่ยอมรับว่าความรักไม่ได้มีแค่ความสุข มีความไม่มั่นใจและบาดแผลเก่าที่ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผ่านการพูดความรู้สึกตรง ๆ ขอโทษให้เป็น และเลือกเป็นตัวเองโดยไม่ต้องฝืนเปลี่ยนเพื่อให้ใครรัก ปรางน้ำตาไหลกลางรายการเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าวันหนึ่งจะหายไป "โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนไปบ้าง ? เลดี้ปราง: ปรางชอบบอกเขาตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเห็นเขาอยู่ในช่วงที่ยังไม่ใช่แฟน จนปัจจุบันเป็นแฟน ปรางเคยนั่งมองหน้าเขาแล้วปรางก็พูดว่า ฉันรู้สึกบางทีฉันก็ไม่ชินเหมือนกัน คนที่เห็นจากตรงโน้น แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้มานั่งอยู่ที่โซฟา นั่งดูหนังด้วยกัน แล้วก็ต้องชอบนั่งมองหน้าเขา ตลกดี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าคนนี้จะมานั่งอยู่ข้างเราในฐานะอีกแบบหนึ่ง คือมันไม่ได้คิดไปถึงจุดนี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกปรางก็มองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องในวงการ เพราะเขาอายุน้อยกว่า แปลกดีที่วันนี้มานั่งอยู่ในสถานะแฟน แล้วก็นั่งเล่นกัน คุยเล่นกัน หรือว่าเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรามากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนไหนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันเปลี่ยน ? โอบ โอบนิธิ: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่อย ๆ มากกว่า มันมีโอกาสให้ได้คุยกันเยอะตรงที่ทุก ๆ คนเชียร์ด้วย 200% เลย เลดี้ปราง: รายการพี่วู้ดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนพอมาออกรายการปุ๊บเจอกัน ทีนี้ก็ต้องคุยกัน หรือพอรายการจะออก เราก็ได้พูดคุยกัน โอบ โอบนิธิ: และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คุยกันมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการเป็นศิลปินครับ การที่เรา 2 คนหันกลับมาทำเพลง แล้วก็ได้มีการปรึกษาว่าเราเจอปัญหาอะไรกันบ้าง เทคนิคเหล่านี้ควรใช้อะไรกันยังไง มันเลยทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ในทุกความสัมพันธ์มีเรื่องทั้งทุกข์และสุขอยู่แล้วไม่มีวันที่คุณจะมีแต่ความสุขในความสัมพันธ์ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน มีสุขต้องมีทุกข์ โอบ โอบนิธิ: มันค่อนข้างซับซ้อนครับ แต่ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่วันนี้เหมือนคนเดินมาบอก หรือเห็นเขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการทำให้หลาย ๆ คนกลับมาเชื่อว่า ชีวิตเขาจะมีความรักที่ดีอีกครั้ง มีคนเคยเดินมาจับแขนเขาแล้วก็พูดว่า พี่คะหนูเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก ๆ เลย และหนูก็หมดหวังไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความรัก จนวันนี้หนูมาเห็นความรักของพี่ มันทำให้หนูมีไฟกลับมา ทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีความรักที่ดีอีกหนึ่งครั้ง หนูขอกอดพี่เป็นกำลังใจได้ไหม มันทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไป มันเป็นสิ่งที่เราตั้งต้นมาตั้งแต่แรกว่าเราอยากเห็นทุกคนมีความรักที่ดีเช่นกัน วันนี้เห็นผลลัพธ์แล้วว่ามีคนได้รับข้อความนั้นจริง ๆ ความรักที่ผ่านมามีอะไรที่คุณตั้งใจกับตัวเองว่าครั้งนี้จะไม่ทำเหมือนเดิมอีก ? โอบ โอบนิธิ: เวลาผมมีอะไรจะเก็บเอาไว้ เป็นคนที่ผ่านมารู้สึกขี้อาย แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้า Public สักเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้ หรือบางทีเราไม่พอใจอันนี้แต่เรากลับไม่พูด บางทีเราชอบสิ่งนี้เรากลับไม่พูด ไม่ Appreciate ให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันเขาได้มองเห็น เลยทำให้จริง ๆ แล้วเวลาเรามีความฝันอะไร วาดฝันอะไรไว้ในอนาคตมีเขาอยู่ด้วยก็จริง แต่สุดท้ายเราไม่ได้บอกเขา เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันจะต้องรอหรือเปล่า หรือจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่อันนี้ผมคิดเองนะว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะปรับปรุงตัวเอง เวลาคิดอะไรหรือมีความฝันอะไรก็จะพูดออกมาในทุก ๆ เรื่องครับ เลดี้ปราง: เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ปรางแอบคิดว่าเรามีส่วนที่ทำให้เขา Open มากขึ้น เพราะปรางเป็นคนพูดหมดทุกอย่างเลย แบบที่รัก ฉันรู้สึกอย่างนี้ ๆ นะ มันอาจจะทำให้เขารู้สึก Comfortable กับการที่เขาได้เล่ากลับมาด้วย ปรางจะบอกเขาทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นบอกรัก วันนี้ดีใจจังเลยที่เธอมาหา ปรางพูดหมดทุกรายละเอียด ปรางเป็นสายชอบแบบนี้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเราได้รับกลับมาจากเขา เราดีใจมาก ๆ เหมือนกันค่ะ การที่เรากล้าพูดความรู้สึกออกไป มันมีพลังบางอย่าง ? โอบ โอบนิธิ: น่าจะเป็นการเซ็ตอินเนอร์ตัวเองครับ ว่าเราจะไม่กลับไปทำสิ่งนี้แล้ว ชอบอะไร ไม่พอใจอะไร หรือบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกอะไร จะพูดออกมาให้เขารับรู้ เหมือนเป็นการบอกเขาว่าสุดท้ายแล้วเรายังอยู่กับเขา การไม่พูดออกไป มันเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ ถามว่าจริง ๆ ใส่ใจนะ แต่แค่ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออก ผมว่าวิธีแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ชินมากกว่า แต่พอวันนี้มาเจอคนที่แสดงออกมาก ๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะทำกลับคืนไปมากกว่าครับ เลดี้ปราง: จริง ๆ ปรางตรงอยู่แล้ว ปรางจะมีวิธีการพูดที่ค่อนข้างไม่ทำร้ายจิตใจใคร มันตรงได้แต่มันต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขา เช่น ที่รักฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ มันมีวิธีพูดที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรา แล้วเราก็ไม่ได้บีบบังคับเขาว่าเธอต้องทำ แต่ถ้าเธอทำได้ แล้วไหวไหม หรือถ้าทำไม่ได้บอกกันได้ไหม อยากเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วเราก็บอกเหตุผลเราด้วยว่า ทำไมเราถึงไม่ชอบ เราอาจจะมีแผลตรงนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากเจออีกค่ะ โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ และวิธีพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกว่าวิธีพูดมีเป็นล้านวิธี แต่คุณเลือกที่จะพูดวิธีเดียวที่ทำร้ายจิตใจเขา ประโยคไหนที่รู้สึกว่า เป็นตัวอย่างที่ดี ? โอบ โอบนิธิ: สิ่งที่เป็นคำต้องห้ามนะ สำหรับเขาคือ ที่รัก อันนี้ไม่ตลกแล้ว ขึ้นมาปุ๊บ ผมขนลุกเลย เลดี้ปราง: บางทีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ผิด เขาก็ทำไปตามเนเจอร์เขา พอเราพูดเขาก็ยังไม่หยุด เขาก็จะอธิบายก็อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้จะเบรกเขายังไง เลยบอกว่า ที่รัก อันนี้ไม่ตลกนะคะ คือเขาก็จะเริ่มเบรก เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเบรก พอเขาเบรกเขาก็ฟังเรา และเราก็ค่อย ๆ อธิบาย โอบ โอบนิธิ: ผมรู้สึกว่าทุกครั้งผมไม่เคยทะเลาะกับเขา สิ่งที่อาจจะพูดว่าเป็นการทะเลาะกันหรือความไม่เข้าใจกัน มันจะทำให้ถ้าสมมุติเรายังจะเดินต่อไปด้วยกัน เราจะหันหน้ามาคุยกัน แล้วผ่านบททดสอบต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ได้มีเส้นที่จะทำให้ไปสู่การทะเลาะ พอเรารู้ว่ามันกำลังจะถึงแล้วจะมีคนใดคนหนึ่งผ่อนก่อน ถอยก่อน เราสองคนรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้นเหตุคืออะไร ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด ถ้าผิดก็ขอโทษกัน ผมพูดได้สบายมากเลยว่า อันนี้ขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ได้ตั้งใจ การพูดคำว่าขอโทษบางทีมันเป็นอีโก้อะไรบางอย่างในคู่รัก เลดี้ปราง: ประโยคเดียวมันจบได้นะคะถ้ามันจริง แต่บางทีปรางรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เขาทำนะ แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ผิด เขาไม่พอใจเรา ปรางก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่พอใจว่า โอเค งั้นขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ก่อนนะ แต่ฟังนะว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การขอโทษที่ทำให้เสียความรู้สึกกันก่อนมันช่วยได้ค่ะ โอบ โอบนิธิ: การได้ยินคำนี้มันเหมือนประโยคเบรก ทำให้เราใจเย็นลงแล้วกลับมาคุยกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งที่ผ่านมาคือเราพูดกันหมด ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เข้าใจกัน แต่เวลาทำอะไรให้กันเราก็จะขอบคุณกันเสมอ อย่างเช่น วันนี้ผมไปร้องเพลงมา ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกดี ๆ ให้เขาฟัง เขาก็จะบอกว่าเขารับรู้ได้และดีใจกับเราด้วย บางทีเราอาจจะลืมสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไปเลย พอเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางทีลืมตัวเองทุ่มเทมากจนลืมให้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ลืมสิ่งที่รัก ลืมความฝันตัวเอง เลดี้ปราง: ของปรางแอบคล้ายแบบนี้ เพราะจากความรักที่ผ่านมาปรางเป็นคนเวลารักใครแล้วจะเต็มที่มาก บางทีถ้าเราเจอคนที่ยังไม่แมตช์กัน เราจะพยายามเปลี่ยนตัวตนไปให้แมตช์กับเขาในทันทีเพราะรักเขามาก เชื่อไหมว่า ปรางตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แบบนี่ฉันเป็นใคร นี่ไม่ใช่ฉันเลย เรากำลังทำเพื่อคนอื่นอยู่ เรามีความสุขนะคะเพราะได้รักคนนั้น แต่มันทำให้ไม่เคยให้เวลาตัวเองเลย ครั้งนี้ปรางเลยจะ Balance รักตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อไหมว่ามันดี เพราะถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะรักที่เราเป็นเราค่ะ รักตัวเองยังไงบ้าง ? เลดี้ปราง: เห็นความฝันตัวเองให้ชัดเจน ชอบอะไรทำอะไรก็แชร์กับเขาตั้งแต่แรก พยายามทำให้เข้ากับสิ่งที่เขาเป็น แต่อย่าลืมตัวเองด้วย พาเขาเข้ามาในโลกของเราบ้าง เราเข้าไปในโลกของเขาบ้าง แล้วหา Balance ที่ตรงกลางค่ะ ปรางก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความสุขเลย ตอนนั้นหนูมีความสุขไง เลยไม่อยากให้ใครไปพาดพิงถึงความรักครั้งเก่าเลย เพราะหนูมีความสุขจริง ๆ แต่พอวันนี้เราได้มาเจอสิ่งนี้ เลยรู้ว่า จริง ๆ เป็นตัวเรา เขาก็รักเราเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเลย คนหลายคนติดกับดักตรงนี้เวลาชอบใครมาก ๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ เช่น เรื่องง่าย ๆ เรื่องฟุตบอล ผู้ชายคนนั้นชอบฟุตบอลมาก เราชอบเขามากเราก็ไปดู ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบ แล้วความฝันของเราก็หายไป เพราะมัวแต่ไปอยู่กับเขา อยากให้เขามีความสุข ปรางเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้ามีโอกาสได้เริ่มใหม่กับความสัมพันธ์ เป็นตัวเองให้มากที่สุด ส่วนจะชอบกันหรือไปต่อได้ไหม นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง อย่าไปพยายามฝืน เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับคนๆนี้ตลอดชีวิต คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมี Time ของตัวเองไหม ? โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ หรือบางเวลาที่ผมได้อยู่กับครอบครัว เขาก็จะไม่ได้มาขัด คือให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้เต็มที่ หรือบางทีเขารู้สึกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย เขาก็จะมาอยู่ร่วมกับครอบครัวผมด้วย เลดี้ปราง: ปรางกับโอบตัวติดกันมาก คนข้างนอกจะเห็นว่าติดกันสุด ๆ แต่จริง ๆ เราก็มีเวลาส่วนตัว เหมือนวันนี้โอบไปเจอเพื่อน ปรางก็บอกว่า ไปเถอะที่รัก ไปเลย หรือบางทีถ้าไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปรางก็จะบอกว่า ที่รักเดี๋ยววันนี้อย่างนี้นะ คือเขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชวน แค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ แต่ถ้าเราอยากให้เขาไป เราก็จะตรงไปตรงมาเลยว่า ที่รักไปด้วยกันไหมวันนี้ คิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณยังมีความกลัวอะไรอยู่เกี่ยวกับความรัก ? เลดี้ปราง: คิดว่าเขากลัวความสูญเสียเดานะ กลัวว่าเราจะหายไปจากชีวิตเขา คือเขาอาจจะเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วไม่อยากให้เกิดซ้ำ บางทีเขาเล่าว่า ฝันร้ายบ้าง แต่ปรางจะบอกเขาเสมอว่า เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่นอน ให้เขาสบายใจ แต่หนูสัมผัสได้ว่าลึก ๆ เขาน่าจะกลัวสิ่งนี้ โอบ โอบนิธิ: ก็มีส่วนครับ มันเป็นภาพเก่า ๆ เด้งขึ้นมาหมดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนี่มันจะเกิดซ้ำสองอีกแล้วเหรอ มันรู้สึกแย่ว่าทำไมเราต้องเจอสิ่งนี้อีก ในเมื่อเรารักคนนี้มาก ทำไมต้องเจออีก เราแค่ไม่อยากเสียเขาไป สำหรับสิ่งที่ผมคิดคือเขาน่าจะกลัวผมเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หรือเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งผมอธิบายให้เขาฟังไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือตัวผมแบบสุด ๆ ไปเลย น่าจะไม่มีใครเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้แล้วครับ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ จริง ๆ ปรางกลัวการเปลี่ยนแปลง ปรางพูดกับเขาเสมอ หนูอาจจะผ่านอะไรแบบนั้นมามีแผลในใจจากการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยาวนาน พอถึงจุดเปลี่ยนแล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนวันแรกหัวใจมันแตกสลายจริง ๆ เราไม่สามารถเรียกร้องสิ่งเดิมกลับมาได้ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้ให้วันแรกมันกลับมา แต่มันเหมือนการหลอกตัวเอง พอมาเจอความสัมพันธ์ครั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมามันดีมาก ๆ เลยพูดเสมอว่า ขอให้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว หนูยอมรับว่ากลัวการเปลี่ยนแปลงมาก ขอบคุณที่กล้าแสดงความรู้สึกเพื่อให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขที่คุณอยากเก็บไว้ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ หนูมีความสุขมากจริง ๆ นะ ที่หนูร้องไห้นี่คือหนูมีความสุขมากจนกลัวจะสูญเสียมันไป ที่จริงมันคล้าย ๆ เพลงที่ออกมาด้วย ทรงแบบอย่าไปรักใครอีกนะ มันดูเป็นการห่วงสุด ๆ เขาก็จะแสดงออกในแบบของเขาว่า ฉันรักเธอ แต่ตัวหนูก็จะมีความกังวลว่า เขาจะเปลี่ยนไปจะหายไป ไม่อยากหัวใจแตกสลายอีกครั้ง โอบ โอบนิธิ: ผมเห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ เวลาทำอะไรให้เขา คนชอบพูดว่าก็ไม่กี่ปีเอง เดี๋ยวรอดูต่อไปละกัน ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไรเยอะ ผมอยากทำให้เห็นมากกว่า ผมเป็นคนชอบทำมากกว่าไม่รู้หรอกอนาคตจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวผมทำให้ดู เรื่องอะไรที่คู่ของคุณพยายามทำเพื่อคุณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด ? เลดี้ปราง: จริง ๆ สำหรับปราง น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเรื่องหนึ่งคือเราเป็นสายโรแมนติก ชอบการ Skinship ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาทำกลับบ้าง แต่เขาจะขัด ๆ ยิ่งในที่สาธารณะเขาจะเขิน แต่หลัง ๆ เขาพยายามทำให้นะ มีวันหนึ่งนั่งโซฟาแล้วหลับไปด้วยกัน เขาหลับอยู่แต่เขายังพยายามเอามาสัมผัสหนูทั้งที่ตัวพลิกไปแล้ว หนูรู้เลยว่านี่คือจิตใต้สำนึก แกหลับอยู่แต่แกไม่ลืมฉัน รู้เลยว่ามันฝังเข้าไปในสมองเขาจริง ๆ โอบ โอบนิธิ: ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน แต่ก็ใช่ครับ ผมพยายาม อย่างที่บอกว่าผมแสดงออกไม่เก่ง ขี้อาย การพูดเยอะ ๆ ของผมบางทีอาจเป็นการแก้เขินเพื่อ Protect ตัวเองด้วยมั้ง ผมเลยพยายามแสดงออกทางการกระทำมากกว่าคำพูดครับ ภาษารัก 5 อย่าง มี 1. คำพูด 2. เวลา 3. ของขวัญ 4. การปรนนิบัติ และ 5. การสัมผัส ของปรางคือสัมผัสกับคำพูดใช่ไหม ? เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ โอบ โอบนิธิ: ของผมคือการปรนนิบัติครับ Acts of Service การปฏิบัติแบบไหนสำหรับคุณคือภาษารัก ? โอบ โอบนิธิ: ผมทำเยอะมาก เช่น ซักผ้า รีดผ้า จัดกระเป๋าให้เขา เลดี้ปราง: ทริปแรกที่ไปเที่ยวกัน เขาอยากจัดให้มาก หนูบอกไม่เอา ฉันทำเองได้ เพราะหนูโตมาแบบผู้หญิงแกร่ง ต้องทำทุกอย่างได้เอง แต่พอเขายืนยันจะทำจนสุดท้ายเขาก็ทำให้มาโดยตลอดทุกทริปเลยค่ะ โอบ โอบนิธิ: มีนึกออก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ เทนนิส ผมอยากเล่นเทนนิสและอยากใช้กิจกรรมร่วมกันกับเขา ตอนแรกเขาลังเลว่า ฉันจะร้อนไหม ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร วันไหนเธอสระผม เดี๋ยวเราเป่าให้ เขาก็เลยยอมมาเรียนและอดทนฝึกมาเป็นปีแล้ว เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ บางทีหนูตีไปก็บอกเขาว่า ที่รักรู้ไหมถ้าไม่มีเธอฉันไม่ตีหรอก โอบ โอบนิธิ: อีกเรื่องคือเรื่องที่เขาไม่ถนัดเลย ผมชอบ G-Dragon มาก มีคอนเสิร์ตไฟนอลที่เกาหลีปีที่แล้ว ผมต้องให้ปรางช่วยกดบัตร มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไม่ถนัดตั้งแต่นั่งกดบัตรยันพาไปสนามบินทั้งที่ไม่รู้จะได้บินไหม เขาแค่พยายามสนับสนุนในสิ่งที่เราชอบครับ

(มี Demo) Landmine Girl เกม 18+ ใช้ชีวิตกับ "สาวกับระเบิด" ความรักอันหนักอึ้งที่พร้อมบึ้มได้ทุกวิ!
อ่าน

(มี Demo) Landmine Girl เกม 18+ ใช้ชีวิตกับ "สาวกับระเบิด" ความรักอันหนักอึ้งที่พร้อมบึ้มได้ทุกวิ!

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ความรักที่ไม่ได้มีแค่ความหวาน แต่เต็มไปด้วยความระทึกใจและกดดันทางอารมณ์ Landmine Girl อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ! ตัวเกมจะพาคุณไปสัมผัสกับคำว่า "รักจนน่ากลัว" อย่างแท้จริง โดยเกมนี้มาในแนวผู้ใหญ่ 18+ ผสมผสานสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่จะพาคุณไปสวมบทบาทเป็นวิศวกรอัจฉริยะที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกับ "Luna" สาวน้อยที่ภายนอกดูน่ารักสดใส ทว่าแท้จริงแล้วเธอคือ "สาวจิไรเคย์" ที่มีความรักอันหนักอึ้งและนิสัยคลั่งรักแบบสุดโต่งระบบเกมเพลย์ของเกมนี้เรียกได้ว่าหยิบเอาอาชีพวิศวกรของตัวเอกมาใช้ได้อย่างมีกึ๋น เพราะคุณจะได้ใช้ทักษะการ "กู้ระเบิด" ผ่านมินิเกม Minesweeper สุดคลาสสิกในแทบทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปั่นงานเขียนโค้ด การแฮ็กพาสเวิร์ดโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การเลือกช้อยส์ตอบคำถามตอนออกเดตเพื่อเลี่ยงไม่ให้เธอระเบิดลงนอกจากนี้หัวใจสำคัญของการพิชิตใจสาวจิไรเคย์คือการ "หาข้อมูล" คุณต้องแอบส่องโซเชียลมีเดียของเธอเพื่อสืบหาประวัติในอดีต ความสัมพันธ์เก่า ๆ และไลฟ์สไตล์ของเธอ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการประคับประคองความสัมพันธ์ให้ราบรื่น พร้อมกับการใช้ชีวิตร่วมกันที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งการพูดคุย ให้ของขวัญ และส่งข้อความหากันเพื่อเพิ่มค่าความรัก ซึ่งจะช่วยปลดล็อกฉากเซอร์วิสสุดใกล้ชิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในส่วนของตัวละครหลักอย่าง "Luna" เธอคือสาวน้อยที่รู้จักวิธีมัดใจผู้ชายเป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังความน่ารักเธอกลับมีความลับซ่อนอยู่มากมาย ยิ่งคุณใช้เวลากับเธอมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งค้นพบตัวตนที่แท้จริงและปมในใจที่เปราะบางเหมือนกับระเบิดเวลาของเธอแต่ยังไงก็ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าเกม Landmine Girl มีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปั่นประสาท (Manipulation) และความรักที่ยึดติดจนเกินพอดี ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นบางคนรู้สึกอึดอัดได้ ใครที่เป็นสายจิตแข็งและอยากลองท้าทายความสามารถในการกู้ใจสาวกับระเบิดก็ลองไปสัมผัสความรักอันตรายนี้ดูได้ดาวน์โหลด Demo เกม Landmine Girl ได้ที่

ปาฏิหาริย์รัก
ดู

ปาฏิหาริย์รัก

คันธรสสื่อรัก
ดู

คันธรสสื่อรัก

Ossan's Love Returns
ดู

Ossan's Love Returns

Any theory goes
ดู

Any theory goes

Ossan's Love
ดู

Ossan's Love

Tobii ชวน GAVIN:D แจมในเพลง "Tap Tap (ชวนไปเดท)" เพิ่มมาดกวนและขี้เล่นเป็นสองเท่า เตรียมรับซัมเมอร์นี้
อ่าน

Tobii ชวน GAVIN:D แจมในเพลง "Tap Tap (ชวนไปเดท)" เพิ่มมาดกวนและขี้เล่นเป็นสองเท่า เตรียมรับซัมเมอร์นี้

Tap tap on your phone เคยไหมที่วัน ๆ เอาแต่นั่งจิ้มหน้าจอมือถือในมือทั้งวัน แค่เพราะรออีกฝ่ายตอบกลับมาสั้น ๆ แค่ไม่กี่คำ แต่ก็ทำให้ใจสั่นได้ง่าย ๆ Tobii (โทบี้) นักร้อง Hip-Hop RB ลูกครึ่งไทย-สวิส ภายใต้สังกัด Def Jam Thailand ชวนศิลปินสุดเท่ GAVIN:D มาร่วมแจมใน Tap Tap (ชวนไปเดท) เพลงสุดติดหูจากอัลบั้ม Mr.Saxo Love ที่เวอร์ชั่นใหม่นี้ เพิ่มคาแรกเตอร์ความกวน ความขี้เล่น ในแบบฉบับของสองหนุ่มเข้าไป ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์มากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ชม Performance Video เพลง Tap Tap (ชวนไปเดท) ของ Tobii Feat. GAVIN:D ที่นี่https://Tobii.lnk.to/TapTapGAVINDPR/youtube Tap Tap (ชวนไปเดท) เวอร์ชั่น Tobii และ GAVIN:D ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยน นั่นคือ จังหวะดนตรีที่ฟังสนุก ติดหูง่าย ที่มาพร้อมกับเนื้อเพลงที่แสดงอาการคลั่งไคล้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาได้เจอ เล่าเนื้อเรื่องผ่านน้ำเสียงของ Tobii ที่ถ่ายทอดแต่ละฉากแต่ละตอนได้อย่างตรงไปตรงมา จริงใจอยู่นะแต่ก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้น ยังติดกวนเล็ก ๆ เอาไว้ให้อีกฝ่ายได้สงสัยเล่น ๆ ว่ามาไม้ไหนกันแน่ เรียกได้ว่าถึงจะคลั่งไคล้เธอแค่ไหน แต่ก็ยังแอบมีมาดเท่ที่พยายามรักษาเอาไว้อยู่เล็ก ๆ ด้วยส่วน GAVIN:D ก็เข้ามาเพิ่มสีสันให้เพลงมีมิติมากขึ้น แสดงออกผ่านคาแรกเตอร์สุดโดดเด่นของตัวเองผ่านบทเพลงได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ต้องพยายามมาก สร้างความแตกต่างอย่างลงตัวให้กับสไตล์ของ Tobii ที่ออกมาแล้วเข้ากันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นจังหวะจะโคนในการร้อง แรป รวมถึงการเล่าความรู้สึกของตัวเองผ่านเพลง ราวกับเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้ฟังกันจริง ๆ กับอาการหลงใหลใครคนหนึ่งที่สวยสะดุดตาจนต้องมองเหลียวหลัง และพร้อมทำตามทุกอย่างที่เธอต้องการ แต่ก็ดูเชิงเบา ๆ ว่าอีกฝ่ายก็ต้องรีบนิดหนึ่ง อย่าปล่อยให้คอยนานด้วย Tobii และ GAVIN:D รักษาสมดุลระหว่างการ flirt เล่น ๆ กับอารมณ์ที่จริงจังกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้เอาไว้ได้อย่างลงตัว เพราะนอกจากจะชวนไปเดทแล้ว จริง ๆ ก็แอบมีความรู้สึก ชอบ ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเหตุเกิดขึ้นแค่จากบทสนทนาในแชตแค่ไม่กี่คำที่ต่างฝ่ายต่างแลกกันถามตอบไปมาสั้น ๆ แต่กลับกลายเป็นบทสทนาที่ยาวนาน และไม่อยากให้จบลงแค่ในมือถือ จนต้องชวนอีกฝ่ายออกมาเจอมาคุยกันแบบเห็นหน้า ที่ได้ฟีลกว่ากันเยอะ แล้วคุณล่ะ? เคยแอบชอบใครจนนั่งรอแชตทั้งคืน และตัดสินใจรวบรวมความกล้าชวนอีกฝ่ายออกมาเจอหน้ากันจริง ๆ บ้างหรือเปล่า #Tobii #TapTap #Tobii_TapTap #GAVIND #MrSaxoLove #DefJamTH ติดตาม Tobii ที่INSTAGRAM: @tressatobiiTikTok: @tressatobiiYOUTUBE: @tressatobii ติดตาม Def Jam Thailand ที่FACEBOOK: @defjamthailandINSTAGRAM: @defjam.thailandX: @defjamthailandTIKTOK: @defjamthailandYOUTUBE: @DefJamThailand ติดตาม Universal Music Thailand ที่FACEBOOK: @universalmusicthailandINSTAGRAM: @universalmusicthX: @UMusicThaiTIKTOK: @universalmusicthailandYOUTUBE: @universalmusicthailand

ทฤษฎีรักนิรันดร
ดู

ทฤษฎีรักนิรันดร

ทำความรู้จัก 5 ภาษารัก ยุคใหม่ ธรรมดาแสนพิเศษ มากกว่าแค่การกอดหรือคำพูด
อ่าน

ทำความรู้จัก 5 ภาษารัก ยุคใหม่ ธรรมดาแสนพิเศษ มากกว่าแค่การกอดหรือคำพูด

วันนี้เราจะพาไป ทำความรู้จัก ภาษารัก ยุคใหม่ ที่ถูกอัปเกรดให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลกันค่ะ เพราะบางครั้ง การใส่ใจทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูธรรมดาให้แก่คนรัก อาจมีความหมายลึกซึ้งพอๆ กับการบอกรักเลยนะคะ! การ ทำความรู้จัก ภาษารัก ยุคใหม่ คือการปรับจูนหัวใจให้ตรงกับคลื่นความถี่ของโลกปัจจุบันค่ะ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เป้าหมายของภาษารักยังคงเหมือนเดิม คือการทำให้คนที่เรารัก รู้ว่า เขามีค่าและสำคัญ เพียงแต่เราเปลี่ยนจากการเขียนจดหมาย เป็นการแชร์คลิปสั้นตลกๆ ที่ทำให้เขาอมยิ้มได้ในวันที่เหนื่อยล้าเท่านั้นเองค่ะ ทำไมต้องมี ภาษารักยุคใหม่? ความรักในยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความใกล้ชิดทางกาย แต่ต้องการ ความเข้าใจในบริบทของเทคโนโลยี และ พื้นที่ทางอารมณ์ ที่ซับซ้อนขึ้นค่ะ เมื่อความเครียดสูงขึ้นและเวลาว่างน้อยลง การมีคนรักที่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเราได้ จึงทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญไม่น้อย 5 ภาษารัก ฉบับคนรุ่นใหม่ 1. ดูแลกันผ่านโลกดิจิทัล ไม่ใช่แค่การช่วยล้างจาน หรือกวาดบ้าน แต่คือการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ช่วยจัดการ ภาระทางดิจิทัล ให้กันค่ะ เช่น การช่วยจัดระเบียบไฟล์ใน Cloud ที่เต็ม การสั่งอาหารผ่านแอปฯ ไปส่งให้ที่ออฟฟิศในวันที่เขายุ่งมาก การชาร์จแบตสำรองไว้ให้โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ 2. แชร์สิ่งที่เราชอบให้กัน การส่งคลิป TikTok, Reels หรือ Memes ที่ตรงใจ คือภาษารักที่บอกว่า ฉันเห็นสิ่งนี้แล้วนึกถึงคุณ ค่ะ การที่อัลกอริทึมของทั้งคู่เริ่มคล้ายกัน เพราะแชร์เรื่องเดียวกันบ่อยๆ คือการสร้างโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เราสองคนเข้าใจ 3. การเป็นพื้นที่ปลอดภัย ในยุคที่ทุกคนพร้อมจะตัดสินกันผ่านโซเชียล การกลับบ้านมาแล้วเจอใครบางคนที่ ฟังโดยไม่ตัดสินและ ไม่หยิบมือถือขึ้นมาเล่นขณะคุย คือภาษารักที่ทรงพลังที่สุดค่ะ เพราะคือการมอบสมาธิ (Attention) ให้กันอย่างเต็มร้อย 4. การชื่นชมแบบส่วนตัว ในยุคที่ใครๆ ก็อยากโชว์ความหวานผ่าน Facebook/Instagram แต่ภาษารักยุคใหม่บางคู่อาจชอบการ ปิดโหมดสาธารณะ แล้วหันมาชื่นชมกันเป็นการส่วนตัว เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความศักดิ์สิทธิ์ของความสัมพันธ์ไว้ค่ะ 5. ความเงียบที่เข้าใจ คนยุคนี้ใช้พลังงานกับการสื่อสารเยอะมากค่ะ การได้นั่งอยู่ด้วยกันในห้องเดียวกัน ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง โดยไม่รู้สึกอึดอัด คือการแสดงความรักที่บอกว่า ฉันสบายใจที่มีคุณอยู่ข้างๆ แม้เราจะไม่ต้องพูดอะไรกันเลย วิธีค้นหาภาษารักของคู่คุณในยุค 2026 สังเกตการบ่น : หากแฟนบ่นว่า ทำไมไม่ตอบแชทเลย ภาษารักของเขาอาจจะเป็น Digital Affirmation ค่ะ ลองเปลี่ยนวิธีกระทำ : ลองสั่งกาแฟไปเซอร์ไพรส์ที่ที่ทำงานดู ถ้าเขาดูดีใจมาก แสดงว่า Acts of Service คือทางของเขาค่ะ คุยกันตรงๆ : ลองถามกันดูว่า ช่วงนี้ฉันทำอะไรแล้วคุณรู้สึกได้รับความรักมากที่สุด? บทความที่คุณอาจสนใจ นิวเจนเซฟเงินในกระเป๋าง่ายๆ กับเทรนด์ออกเดทแบบประหยัดสุดฮิต! นกหรือไม่นก! 10 วิธีเช็คว่าคนที่เราคุยด้วย ชอบเรา หรือ ไม่ได้ชอบเราเลย!

Love Hokkaido
ดู

Love Hokkaido

Ossan's Love -In the Sky-
ดู

Ossan's Love -In the Sky-

Ossan's Love
ดู

Ossan's Love

His - I Didn't Think I Would Fall in Love
ดู

His - I Didn't Think I Would Fall in Love

Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก EP.5 : "มาสุ-ตี๋" ความรู้สึกที่เริ่มเกินหน้าที่ ยิ่งใกล้ยิ่งห้ามใจยาก!
อ่าน

Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก EP.5 : "มาสุ-ตี๋" ความรู้สึกที่เริ่มเกินหน้าที่ ยิ่งใกล้ยิ่งห้ามใจยาก!

Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก EP.5 เมื่อความใกล้ชิดของ สกาย (แดนนี่ ลูเซียโน่) กับ นาวา (วิน ธนัท) เริ่มเกินกว่าหน้าที่ จนทำให้นาวาอยากรู้ว่าการมีแฟนเป็นยังไง สกายจึงจูบเขาแบบคนรัก จากสิ่งที่เหมือนเป็นเพียงการลอง กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กโฮสกับลูกค้าเริ่มสั่นไหว ด้าน ดินดิน (ต้า นันคุน) ช็อกเมื่อกลับบ้านมาแล้วพบว่ายายล้มอยู่กลางบ้าน แต่คนแรกที่นึกถึงคือ ตะวัน (อัส นิติธร) จากคู่กัดที่เจอกันทีไรก็มีเรื่องปะทะกันเสมอ กลายเป็นคนที่อยู่ข้างกันในเวลาที่อ่อนแอที่สุด และความใกล้ชิดที่ครั้งนี้ ทำให้ความรู้สึกบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่ทันรู้ตัว ขณะที่ นับหนึ่ง (มาสุ จรรยางค์ดีกุล) พยายามอยู่เคียงข้าง สายลม (ตี๋ ธนพล) ให้ผ่านช่วงเวลาการรักษาไปให้ได้ แต่เกิดเหตุการณ์ทำให้สายลมต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่พยายามหนี เมื่อคนในความทรงจำอันเลวร้ายกลับมาอีกครั้ง ความกลัวที่ฝังลึกจึงเริ่มสั่นคลอนความสัมพันธ์ที่กำลังค่อย ๆ ดีขึ้น Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก EP.5 ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 3HD ติดตามชมซีรีส์ Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก EP.5 ได้ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคมนี้ เวลา 22.30 น. ทางช่อง 3 กด 33 อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อ Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก ช่อง 3HD